

รูปแบบการเล่นวอลเลย์บอล คือการแข่งขันที่ผู้เล่นสองทีมพยายามส่งบอลข้ามตาข่ายให้ตกในแดนของฝ่ายตรงข้าม พร้อมป้องกันไม่ให้บอลตกในแดนของตัวเอง ภายใต้กติกาที่กำหนดจำนวนครั้งในการสัมผัสบอล ตำแหน่งของผู้เล่น และการหมุนตำแหน่งเมื่อทีมได้สิทธิ์เสิร์ฟกลับมา
การเข้าใจหลักการเหล่านี้จะช่วยให้ติดตามการแข่งขันได้ง่ายขึ้น ทั้งการเล่นแต่ละจังหวะ บทบาทของผู้เล่น และเหตุผลที่ผู้เล่นต้องเปลี่ยนตำแหน่งระหว่างเกม
บทความนี้จะอธิบายพื้นฐานของรูปแบบการเล่น การสัมผัสบอล ตำแหน่งผู้เล่น และการหมุนตำแหน่งตามกติกา โดยไม่ลงลึกถึงแท็กติกหรือระบบการเล่นของแต่ละทีม
รูปแบบการเล่นวอลเลย์บอล คือการแข่งขันระหว่างสองทีมที่พยายามส่งบอลข้ามตาข่ายให้ตกในแดนของฝ่ายตรงข้าม พร้อมป้องกันไม่ให้บอลตกในแดนของตัวเอง โดยเล่นภายใต้กติกาเดียวกันทั้งสองฝ่าย
การแข่งขันวอลเลย์บอลในร่มใช้ผู้เล่นทีมละ 6 คน แต่ละทีมต้องช่วยกันรับ ส่ง และส่งบอลกลับภายในจำนวนครั้งที่กติกากำหนด เมื่อจบหนึ่งจังหวะ ฝ่ายที่ชนะจะได้คะแนนและเริ่มการเล่นใหม่ด้วยการเสิร์ฟ
แม้ผู้เล่นแต่ละคนจะมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนต้องปฏิบัติตามลำดับตำแหน่งและการหมุนผู้เล่นตามกติกา ไม่สามารถยืนอยู่ในตำแหน่งเดิมตลอดการแข่งขันได้
เป้าหมายของเกมคือส่งบอลให้ตกในสนามของฝ่ายตรงข้าม หรือทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถเล่นบอลกลับมาได้อย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันไม่ให้บอลตกในแดนของตัวเอง
ตามกติกาของ FIVB การแข่งขันเริ่มจากการเสิร์ฟ และบอลจะอยู่ในการเล่นต่อเนื่องจนกว่าจะตกพื้น ออกนอกสนาม หรือมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดกติกา
หากต้องการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการเสิร์ฟ การทำคะแนน หรือกติกาอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถอ่านต่อได้ที่ กติกาวอลเลย์บอล เพราะบทความนี้จะเน้นเฉพาะหลักการเล่นและตำแหน่งของผู้เล่น
ไม่ว่าทีมจะมีรูปแบบการเล่นอย่างไร ทุกทีมต้องปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานเดียวกัน ได้แก่
ฝ่ายเสิร์ฟเป็นผู้เริ่มการเล่นในแต่ละจังหวะ ส่วนฝ่ายรับมีหน้าที่รับบอลและสร้างเกมตอบโต้ หากฝ่ายรับชนะการเล่น จะได้สิทธิ์เสิร์ฟกลับมาและต้องหมุนตำแหน่งก่อนเริ่มจังหวะถัดไป
บทความนี้จะอธิบายเฉพาะหลักการเล่นพื้นฐาน ส่วนระบบการนับคะแนนและการตัดสินผู้ชนะเป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความที่เกี่ยวข้อง

การสัมผัสบอลเป็นกติกาพื้นฐานที่กำหนดวิธีการเล่นของวอลเลย์บอล แต่ละทีมต้องส่งบอลกลับข้ามตาข่ายภายในจำนวนครั้งที่กำหนด และปฏิบัติตามข้อจำกัดเกี่ยวกับการสัมผัสบอลของผู้เล่น
โดยทั่วไป ทีมหนึ่งสัมผัสบอลได้ไม่เกิน 3 ครั้งก่อนส่งบอลกลับไปยังฝั่งตรงข้าม แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ครบทั้ง 3 ครั้ง หากสามารถส่งบอลข้ามได้ตั้งแต่ครั้งแรกหรือครั้งที่สองก็ถือว่าถูกกติกา
แต่ละทีมมีสิทธิ์สัมผัสบอลได้ไม่เกิน 3 ครั้ง หากสัมผัสเป็นครั้งที่ 4 ก่อนส่งบอลข้ามตาข่าย จะถือว่าผิดกติกาและเสียแต้มในจังหวะนั้น
ข้อยกเว้นคือการบล็อก ซึ่งไม่นับรวมเป็นหนึ่งในสามครั้งของทีม ดังนั้นหลังบล็อกแล้ว ทีมยังมีสิทธิ์สัมผัสบอลได้อีกไม่เกิน 3 ครั้ง
ตามกติกาของ FIVB ทีมสามารถสัมผัสบอลได้สูงสุด 3 ครั้งเพื่อส่งบอลกลับ โดยไม่นับการสัมผัสจากการบล็อก และการสัมผัสครั้งที่ 4 ถือเป็นความผิดประเภท Four Hits
โดยทั่วไป ผู้เล่นคนเดียวกันไม่สามารถสัมผัสบอลสองครั้งติดต่อกันได้ หากไม่มีผู้เล่นคนอื่นสัมผัสบอลคั่นกลาง อาจถูกตัดสินว่าเป็นการสัมผัสซ้ำ
อย่างไรก็ตาม หลังการบล็อก ผู้เล่นคนเดิมสามารถเล่นบอลต่อได้ เพราะการบล็อกไม่นับเป็นการสัมผัสของทีม จึงไม่ถือว่าผิดกติกา
รายละเอียดเกี่ยวกับการจับบอล อุ้มบอล สัมผัสซ้ำ หรือการเล่นบอลสี่ครั้ง สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ข้อห้ามในการเล่นวอลเลย์บอล
ลำดับการเล่นที่พบได้บ่อยมีดังนี้
ตัวอย่างเช่น ทีมหนึ่งรับบอลเป็นการสัมผัสครั้งที่ 1 เซตบอลเป็นครั้งที่ 2 และตบกลับเป็นครั้งที่ 3 หากมีการสัมผัสเพิ่มอีกครั้งก่อนบอลข้ามตาข่าย จะถือว่าเล่นบอลครั้งที่ 4 และผิดกติกา
ลำดับดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างที่พบได้บ่อย ไม่ใช่ข้อบังคับ ทีมสามารถส่งบอลกลับตั้งแต่การสัมผัสครั้งแรกหรือครั้งที่สองได้ หากเป็นไปตามกติกา
ผู้เล่นในสนามทีมละ 6 คน แบ่งตามกติกาเป็นผู้เล่นแถวหน้า 3 คน และแถวหลัง 3 คน ขณะเดียวกันผู้เล่นแต่ละคนยังมีหน้าที่หลักของตัวเอง เช่น Setter, Outside Hitter, Opposite, Middle Blocker และ Libero
จึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง ตำแหน่งในสนาม กับ หน้าที่ของผู้เล่น เพราะแม้ผู้เล่นจะหมุนไปยังตำแหน่งอื่นตามกติกา แต่ยังคงทำหน้าที่หลักของตนเอง
ผู้เล่นในสนามแบ่งออกเป็น 2 แถว ดังนี้
| กลุ่มตำแหน่ง | หมายเลข | ตำแหน่งในสนาม |
| แถวหน้า | 4, 3, 2 | ซ้ายหน้า กลางหน้า ขวาหน้า |
| แถวหลัง | 5, 6, 1 | ซ้ายหลัง กลางหลัง ขวาหลัง |
ผู้เล่นแถวหน้าสามารถโจมตีและบล็อกบริเวณหน้าตาข่ายได้ ส่วนผู้เล่นแถวหลังมีข้อจำกัดบางประการตามกติกา เช่นการโจมตีจากเขตหน้าและการบล็อก
ตำแหน่งที่ 1 เป็นตำแหน่งของผู้เสิร์ฟ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับการหมุนตำแหน่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป
ผู้เล่นแต่ละตำแหน่งมีหน้าที่หลักแตกต่างกัน ได้แก่
หน้าที่เหล่านี้ไม่เปลี่ยนไปตามการหมุนตำแหน่ง ผู้เล่นยังคงรับบทบาทเดิม แม้จะย้ายไปอยู่แถวหน้าหรือแถวหลังตามกติกา
หากต้องการศึกษาหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งและตัวอย่างนักกีฬาจริง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ทีมและนักกีฬาวอลเลย์บอล
ผู้เล่นไม่ได้ยืนอยู่ในตำแหน่งเดิมตลอดการแข่งขัน เพราะกติกากำหนดให้ทีมหมุนลำดับผู้เล่นเมื่อได้สิทธิ์เสิร์ฟกลับมา
ผู้เล่นจึงสลับระหว่างแถวหน้าและแถวหลังตามลำดับที่กำหนด การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นกติกาของการแข่งขัน ไม่ใช่การเปลี่ยนหน้าที่ของผู้เล่น
ส่วนช่วงเวลาที่ต้องหมุน ลำดับการหมุน และการเคลื่อนที่หลังการเสิร์ฟ จะอธิบายในหัวข้อ การหมุนตำแหน่งในวอลเลย์บอลคืออะไร

การหมุนตำแหน่ง (Rotation) คือการที่ผู้เล่นทั้ง 6 คนเลื่อนไปยังตำแหน่งถัดไปตามลำดับ เมื่อทีมที่เป็นฝ่ายรับชนะการเล่นและได้สิทธิ์เสิร์ฟกลับมา การหมุนจึงเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่สิทธิ์เสิร์ฟเปลี่ยน ไม่ได้เกิดหลังได้คะแนนทุกครั้ง
ลำดับตำแหน่งในสนามมีดังนี้
เมื่อถึงเวลาหมุน ผู้เล่นจะเลื่อนไปยังตำแหน่งถัดไปตามลำดับที่กติกากำหนด
ผู้เล่นต้องหมุนตำแหน่งเมื่อทีมเป็นฝ่ายรับและชนะการเล่นจนได้สิทธิ์เสิร์ฟ ก่อนเริ่มเสิร์ฟครั้งถัดไป ผู้เล่นทุกคนจะเลื่อนไปหนึ่งตำแหน่ง
สรุปง่าย ๆ คือ
ตัวอย่างเช่น หากทีม A เป็นฝ่ายรับและชนะการเล่น ผู้เล่นทุกคนจะหมุนหนึ่งตำแหน่ง แล้วผู้เล่นที่อยู่ตำแหน่ง 1 จะเป็นผู้เสิร์ฟคนใหม่ แต่หากทีม A ได้คะแนนต่อจากการเสิร์ฟ ผู้เล่นจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิม
รายละเอียดเกี่ยวกับการได้คะแนนและการเปลี่ยนสิทธิ์เสิร์ฟ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ การนับคะแนนวอลเลย์บอล
การหมุนตำแหน่งทำให้ผู้เล่นทุกคนต้องสลับระหว่างแถวหน้าและแถวหลังตามลำดับเดียวกัน ไม่มีทีมใดสามารถให้ผู้เล่นบางคนยืนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบตลอดการแข่งขัน
Rotation ยังทำให้ลำดับการเสิร์ฟเป็นไปตามกติกา และข้อจำกัดของผู้เล่นแถวหน้าและแถวหลังก็เปลี่ยนไปตามตำแหน่งที่หมุนไปถึง จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างเป็นธรรม
แม้หลังเริ่มเสิร์ฟผู้เล่นจะสามารถเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่เหมาะกับหน้าที่ของตัวเองได้ แต่ยังต้องเริ่มต้นจากลำดับตำแหน่งที่ถูกต้องและปฏิบัติตามข้อจำกัดของผู้เล่นแถวหน้าและแถวหลัง
หลังจากเริ่มการเล่น ผู้เล่นสามารถเคลื่อนที่ไปทำหน้าที่ของตนได้ เช่น Setter เคลื่อนเข้าไปเซตบอล หรือผู้เล่นเกมรุกเคลื่อนเข้าหาจุดโจมตี
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกความแตกต่างระหว่าง
| ประเภท | ความหมาย |
| ตำแหน่งตามกติกา | ลำดับ 1–6 ที่ใช้กำหนดแถวหน้า แถวหลัง และลำดับการเสิร์ฟ |
| ตำแหน่งระหว่างเล่น | จุดที่ผู้เล่นเคลื่อนที่ไปเพื่อรับ เซต บล็อก หรือโจมตี |
การเคลื่อนที่หลังเสิร์ฟไม่ได้เปลี่ยนสถานะของผู้เล่นในทางกติกา ตัวอย่างเช่น ผู้เล่นแถวหลังยังคงเป็นผู้เล่นแถวหลัง แม้จะวิ่งเข้าใกล้ตาข่าย จึงต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดของผู้เล่นแถวหลังเช่นเดิม
หากเพิ่งเริ่มติดตามการแข่งขัน วิธีสังเกตการหมุนตำแหน่งที่ง่ายที่สุดคือดูผู้เล่นตำแหน่ง 1 ก่อนการเสิร์ฟ เพราะผู้เล่นคนนี้จะเป็นผู้เสิร์ฟในจังหวะนั้น
ผู้เริ่มต้นมักสับสนเรื่องการหมุนตำแหน่ง เพราะหลังการเสิร์ฟผู้เล่นสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ จึงเข้าใจว่าตำแหน่งไม่มีผล หรือคิดว่าการหมุนทำให้ผู้เล่นต้องเปลี่ยนหน้าที่ทุกครั้ง
ความจริงคือ ลำดับตำแหน่งเป็นข้อกำหนดของกติกา ส่วน Setter, Middle Blocker หรือ Outside Hitter เป็นหน้าที่ของผู้เล่น ซึ่งยังคงเดิมแม้จะหมุนตำแหน่ง
ผู้เล่นสามารถหมุนตำแหน่งตามกติกาและยังทำหน้าที่เดิมของตัวเองได้ เช่นSetter ยังคงเป็นผู้จัดจังหวะของทีม แม้จะหมุนไปอยู่แถวหน้าหรือแถวหลัง
แยกความหมายได้ดังนี้
สำหรับ Libero จะมีกติกาเฉพาะ สามารถลงเล่นในแดนหลังและเปลี่ยนตัวได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่ไม่หมุนขึ้นไปทำหน้าที่เป็นผู้เล่นแถวหน้าตามปกติ
กติกาการเล่นเป็นข้อกำหนดที่ทุกทีมต้องปฏิบัติตาม เช่นการสัมผัสบอล การหมุนตำแหน่ง และลำดับการเสิร์ฟ
ส่วนแท็กติกการแข่งขันคือวิธีที่แต่ละทีมนำกติกาไปใช้ เช่นการจัดเกมรุก เกมรับ หรือการวางตำแหน่งผู้เล่นหลังเริ่มการเล่น ซึ่งแต่ละทีมสามารถเลือกใช้ได้แตกต่างกัน
| กติกาการเล่น | แท็กติกการแข่งขัน |
| ทุกทีมต้องปฏิบัติตาม | แต่ละทีมเลือกใช้ได้ |
| กำหนดสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ | กำหนดวิธีจัดการเกม |
| ฝ่าฝืนแล้วถือว่าผิดกติกา | เลือกใช้ต่างกันได้โดยไม่ผิดกติกา |
เมื่อเข้าใจหลักการเรื่องตำแหน่งและ Rotation แล้ว จะมองเห็นเหตุผลของการจัดผู้เล่นและการเคลื่อนที่ระหว่างเกมได้ง่ายขึ้น หากต้องการศึกษาระบบการเล่นเชิงลึก สามารถอ่านต่อได้ที่ แท็กติกการแข่งขันวอลเลย์บอล
รูปแบบการเล่นวอลเลย์บอล อาศัยกติกาหลัก ได้แก่ การส่งบอลข้ามตาข่าย การสัมผัสบอลได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อทีม ตำแหน่งแถวหน้าและแถวหลัง รวมถึงการหมุนตำแหน่งเมื่อทีมได้สิทธิ์เสิร์ฟกลับมา
ผู้เล่นทั้ง 6 คนต้องรักษาลำดับตำแหน่งก่อนการเสิร์ฟ เมื่อบอลอยู่ในการเล่นแล้วจึงสามารถเคลื่อนที่ไปทำหน้าที่ของตนได้ แต่ยังคงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของตำแหน่งตามกติกา
เมื่อเข้าใจหลักการเหล่านี้ จะติดตามการแข่งขันและมองเห็นบทบาทของผู้เล่นในแต่ละจังหวะได้ง่ายขึ้น หากต้องการศึกษาการวิเคราะห์รูปเกมและการเล่นของแต่ละทีม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิเคราะห์วอลเลย์บอล
Q1: ทีมวอลเลย์บอลต้องหมุนตำแหน่งหลังได้คะแนนทุกครั้งหรือไม่
A: ไม่ต้อง ทีมจะหมุนเมื่อเป็นฝ่ายรับและชนะการเล่นจนได้สิทธิ์เสิร์ฟกลับมา หากทีมที่กำลังเสิร์ฟได้คะแนนต่อ ผู้เล่นจะยังอยู่ในลำดับเดิม
Q2: ผู้เล่นสลับตำแหน่งกันก่อนเสิร์ฟได้หรือไม่
A: ไม่ได้ ผู้เล่นต้องยืนตามลำดับ Rotation ที่กำหนด หากยืนผิดลำดับอาจถูกตัดสินว่าผิดกติกา
Q3: Libero ต้องหมุนตำแหน่งเหมือนผู้เล่นคนอื่นหรือไม่
A: Libero ลงเล่นแทนผู้เล่นแถวหลังตามกติกาเฉพาะ และไม่หมุนขึ้นไปเป็นผู้เล่นแถวหน้าเหมือนผู้เล่นทั่วไป
Q4: หลังเสิร์ฟแล้วผู้เล่นแถวหลังวิ่งไปหน้าตาข่ายได้หรือไม่
A: ได้ แต่ยังคงมีสถานะเป็นผู้เล่นแถวหลัง จึงต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดของผู้เล่นแถวหลัง
Q5: การหมุนตำแหน่งใช้กับวอลเลย์บอลชายและหญิงต่างกันหรือไม่
A: หลักการหมุนตำแหน่งของวอลเลย์บอลในร่มเหมือนกันทั้งประเภทชายและหญิง โดยหมุนเมื่อทีมได้สิทธิ์เสิร์ฟกลับมาจากคู่แข่ง