

ข้อห้ามในการเล่นวอลเลย์บอล เป็นกติกาที่ผู้เล่นและผู้ชมควรเข้าใจ เพราะการทำผิดเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เสียคะแนนหรือเสียจังหวะของเกมได้ หลายคนจึงมักสงสัยว่าทำไมบางจังหวะผู้ตัดสินจึงเป่านกหวีด ทั้งที่บอลยังไม่ตกพื้น หรือเหตุใดการสัมผัสบอลบางครั้งเล่นต่อได้ แต่บางครั้งกลับถูกตัดสินว่าเป็นฟาล์ว
บทความนี้จะอธิบายพื้นฐาน ข้อห้ามในการเล่นวอลเลย์บอล ตั้งแต่ความหมายของการฟาล์ว การสัมผัสบอลที่ผิดกติกา การล้ำเส้น การแตะตาข่าย การเสิร์ฟ และการหมุนตำแหน่ง โดยอ้างอิงกติกา FIVB ฉบับปี 2025–2028 เพื่อช่วยให้เข้าใจคำตัดสินที่พบได้บ่อยในการแข่งขัน
ข้อห้ามในการเล่นวอลเลย์บอล คือ การกระทำที่ขัดกับกติกาการแข่งขันจนผู้ตัดสินต้องหยุดการเล่น เช่นการสัมผัสบอลเกินจำนวนครั้งที่กำหนด การจับหรือโยนบอล การแตะตาข่าย หรือการล้ำเข้าไปในแดนของฝ่ายตรงข้ามจนรบกวนการแข่งขัน
ข้อห้ามเหล่านี้มีไว้เพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมและใช้มาตรฐานการตัดสินเดียวกัน ผู้ที่ต้องการศึกษากติกาโดยรวมสามารถอ่าน กติกาวอลเลย์บอล เพิ่มเติมได้ ส่วนบทความนี้จะเน้นเฉพาะการทำฟาล์วและผลที่เกิดขึ้น
การฟาล์วในวอลเลย์บอล คือ การกระทำที่ไม่เป็นไปตามกติกา ส่งผลให้ผู้ตัดสินหยุดการเล่นและตัดสินให้ฝ่ายตรงข้ามได้คะแนนหรือสิทธิ์เสิร์ฟตามสถานการณ์
ตัวอย่างการฟาล์วที่พบได้บ่อย
ผู้ตัดสินจะพิจารณาจากลักษณะและจังหวะของการกระทำ ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของการเล่น
ข้อเท็จจริง: กติกา FIVB กำหนดความผิดเกี่ยวกับการเล่นบอลไว้อย่างชัดเจน เช่นการสัมผัสบอลสี่ครั้ง การจับหรือโยนบอล และการสัมผัสสองครั้งติดต่อกัน โดยมีข้อยกเว้นบางกรณี เช่นการบล็อกหรือการสัมผัสครั้งแรกของทีม
การที่บอลสัมผัสร่างกายมากกว่าหนึ่งส่วนจึงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นฟาล์วเสมอไป แต่จะพิจารณาว่าเป็นการสัมผัสในจังหวะเดียวหรือเป็นการสัมผัสต่อเนื่องที่ผิดกติกา

การสัมผัสบอลเป็นจังหวะที่ผู้ชมสับสนได้บ่อย เพราะบางครั้งบอลกระทบแขน หน้าอก หรือเท้าแล้วยังเล่นต่อได้ แต่บางครั้งกลับถูกตัดสินว่าเป็นการจับบอลหรือสัมผัสสองครั้ง
หลักสำคัญไม่ได้อยู่ที่การใช้ส่วนใดของร่างกาย แต่อยู่ที่ลักษณะ จำนวนครั้ง และความต่อเนื่องของการสัมผัส แม้กติกาจะอนุญาตให้บอลสัมผัสทุกส่วนของร่างกายได้ แต่ต้องไม่เป็นการจับหรือโยนบอล
ผู้เล่นต้องสัมผัสบอลให้กระดอนออกทันที ไม่สามารถประคองหรือพาบอลไปในทิศทางที่ต้องการได้
ลักษณะที่มักถูกตัดสินว่าเป็นการจับหรือโยนบอล
ผู้ตัดสินจะพิจารณาจากลักษณะการเคลื่อนที่ของบอลเป็นหลัก หากบอลกระดอนออกทันทีโดยไม่มีการจับค้าง ก็ยังถือว่าเล่นได้ตามกติกา
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
| การสัมผัสที่เล่นต่อได้ | การสัมผัสที่เสี่ยงถูกตัดสินฟาล์ว |
| บอลกระดอนออกทันที | บอลค้างอยู่ในมือ |
| สัมผัสในจังหวะเดียว | ประคองหรือพาบอลไป |
| บอลเปลี่ยนทิศจากแรงกระทบ | ผลักหรือโยนบอล |
| ใช้ส่วนใดของร่างกายรับบอลได้ | จับ หนีบ หรืออุ้มบอล |
แต่ละทีมสัมผัสบอลได้ไม่เกินสามครั้งก่อนส่งกลับไปยังฝั่งตรงข้าม โดยการบล็อกไม่นับรวมในสามครั้งของทีม หากมีการสัมผัสครั้งที่สี่ จะถูกตัดสินเป็น Four Hits
โดยทั่วไป ผู้เล่นคนเดิมไม่สามารถสัมผัสบอลสองครั้งติดต่อกัน (Double Contact) เว้นแต่เป็นกรณีที่กติกาอนุญาต เช่นผู้เล่นที่เพิ่งบล็อกบอล หรือการสัมผัสครั้งแรกของทีมซึ่งอาจเกิดการสัมผัสหลายส่วนของร่างกายในจังหวะเดียว
กติกา FIVB ยังอนุญาตให้บอลสัมผัสทุกส่วนของร่างกายได้ ตราบใดที่ไม่เป็นการจับ โยน หรือผิดเงื่อนไขของการสัมผัสบอล
ตัวอย่างสถานการณ์: ผู้เล่นพุ่งรับบอลจนบอลกระทบท่อนแขนแล้วต่อไปยังไหล่ภายในจังหวะเดียว หากไม่มีลักษณะจับบอล ผู้ตัดสินอาจปล่อยให้เล่นต่อได้ แต่หากประคองบอลไว้ก่อนผลักออก อาจถูกตัดสินว่าเป็นการจับหรือโยนบอล
การเข้าใจหลักการเหล่านี้ช่วยแยกความแตกต่างระหว่างการสัมผัสบอลที่ถูกต้องกับการทำฟาล์วได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้ที่ต้องการศึกษาลำดับการรับ เซต และรุก สามารถอ่าน รูปแบบการเล่นวอลเลย์บอล เพิ่มเติม
บริเวณตาข่ายและเส้นกลางสนามเป็นจุดที่เกิดการล้ำเส้น การแตะตาข่าย และการรบกวนคู่แข่งได้บ่อย แต่ไม่ใช่ทุกกรณีจะถือว่าเป็นฟาล์ว ผู้ตัดสินจะพิจารณาจากจังหวะการเล่นและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อฝ่ายตรงข้าม
ผู้เล่นสามารถยื่นมือหรือเท้าข้ามเส้นกลางสนามได้ หากไม่รบกวนการเล่นของฝ่ายตรงข้าม แต่หากข้ามเข้าไปจนกีดขวางหรือสร้างความได้เปรียบ จะถือว่าผิดกติกา
กรณีที่มักถูกตัดสินเป็นฟาล์ว
หากผู้เล่นล้ำเส้นเพียงเล็กน้อยและไม่รบกวนการเล่น ก็อาจไม่ถือว่าเป็นความผิด
การแตะตาข่ายจะถือเป็นฟาล์วเมื่อเกิดขึ้นระหว่างเสาอากาศในจังหวะที่ผู้เล่นกำลังเล่นบอล เช่นขณะบล็อกหรือตบบอล
ตัวอย่างที่พบได้บ่อย
ในทางกลับกัน การสัมผัสตาข่ายนอกเสาอากาศ หรือกรณีบอลกระแทกตาข่ายแล้วตาข่ายมาโดนตัวผู้เล่น ไม่จำเป็นต้องถือว่าเป็นฟาล์วเสมอไป
ข้อมูลอ้างอิง: กติกา FIVB 2025–2028 กำหนดว่าการสัมผัสตาข่ายระหว่างเสาอากาศในจังหวะเล่นบอล รวมถึงการใช้ตาข่ายช่วยพยุงตัวหรือสร้างความได้เปรียบ ถือเป็นความผิดตามกติกา
ผู้เล่นสามารถยื่นมือข้ามตาข่ายได้ในบางจังหวะ เช่นการบล็อก แต่ต้องไม่รบกวนสิทธิ์ในการเล่นบอลของฝ่ายตรงข้าม
ตัวอย่างการกระทำที่อาจถูกตัดสินเป็นฟาล์ว
หากการกระทำดังกล่าวทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียโอกาสหรือกระทบต่อความปลอดภัย ผู้ตัดสินสามารถตัดสินเป็นฟาล์วได้

การทำผิดกติกาอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเริ่มแรลลี เช่นการเสิร์ฟผิดลำดับ เหยียบเส้นเขตเสิร์ฟ หรือจัดผู้เล่นไม่ตรงตามลำดับที่กำหนด
ผู้เล่นต้องเสิร์ฟตามลำดับที่กำหนดไว้ หากผู้เสิร์ฟไม่ใช่ผู้เล่นที่ถึงลำดับ จะถือว่าผิดกติกา
ตัวอย่างที่พบได้บ่อย
ผู้เสิร์ฟต้องรอสัญญาณจากผู้ตัดสินและตีบอลภายในเวลาที่กำหนด หากเสิร์ฟก่อนสัญญาณจะให้เริ่มใหม่ ส่วนการใช้เวลาเกินกำหนดอาจถูกตัดสินเป็นความผิดในการเสิร์ฟ
ประสบการณ์ผู้เขียน: ในการแข่งขันระดับสมัครเล่น ความผิดเรื่องลำดับเสิร์ฟมักเกิดหลังการเปลี่ยนตัวหรือหยุดเกม เพราะผู้เล่นจดจำตำแหน่งคลาดเคลื่อน
ขณะตีลูกเสิร์ฟหรือกระโดดเสิร์ฟ เท้าของผู้เล่นต้องไม่สัมผัสเส้นหลังสนาม พื้นภายในสนาม หรือพื้นนอกเขตเสิร์ฟ หลังจากสัมผัสบอลแล้วจึงสามารถลงพื้นในสนามได้
| เหตุการณ์ | การตัดสินโดยทั่วไป |
| เท้าเหยียบเส้นหลังขณะตีบอล | ฟาล์วเท้า |
| เท้าแตะพื้นนอกเขตเสิร์ฟขณะตีบอล | เสิร์ฟผิดกติกา |
| กระโดดจากหลังเส้นแล้วลงในสนามหลังตีบอล | เล่นต่อได้ |
| ยืนหลังเส้นและตีบอลในเขตเสิร์ฟ | เสิร์ฟได้ตามปกติ |
การตัดสินจะพิจารณาจากตำแหน่งเท้าในขณะสัมผัสบอล ไม่ใช่หลังจากลงพื้น
ทีมต้องรักษาลำดับผู้เล่นตามที่กำหนดไว้ หากเสิร์ฟผิดลำดับหรือยืนผิดตำแหน่งในจังหวะที่กติกากำหนด ผู้ตัดสินสามารถตัดสินเป็นฟาล์วได้
อีกมุมหนึ่งที่ควรพิจารณา: แม้ผู้เล่นจะสลับตำแหน่งกันหลังเสิร์ฟได้ แต่ลำดับการหมุนยังใช้กำหนดผู้เสิร์ฟและตรวจสอบความถูกต้องของการเริ่มเล่น
หากทีมทำผิดลำดับ คู่แข่งจะได้คะแนนและสิทธิ์เสิร์ฟ พร้อมแก้ลำดับผู้เล่นให้ถูกต้อง
ผู้ที่ต้องการศึกษารูปแบบการยืนและการเคลื่อนที่ของผู้เล่นเพิ่มเติม สามารถอ่าน รูปแบบการเล่นวอลเลย์บอล ได้ โดยหัวข้อนี้กล่าวถึงการหมุนตำแหน่งเฉพาะในฐานะสาเหตุของการทำฟาล์วเท่านั้น
เมื่อผู้ตัดสินเป่าฟาล์ว แรลลีจะสิ้นสุดลง ทีมที่ไม่ได้ทำผิดจะได้คะแนน และหากเป็นฝ่ายรับก็จะได้สิทธิ์เสิร์ฟในแรลลีถัดไป
ผลของการทำฟาล์วจึงไม่ได้มีเพียงการเสียคะแนน แต่ยังอาจทำให้ทีมเสียสิทธิ์เสิร์ฟและความต่อเนื่องของเกม
วอลเลย์บอลใช้ระบบ Rally Point ซึ่งทุกแรลลีมีคะแนน โดยผลที่เกิดขึ้นมี 2 กรณีหลัก
รายละเอียดการนับคะแนนในแต่ละเซตสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน การนับคะแนนวอลเลย์บอล ส่วนหัวข้อนี้เน้นเฉพาะผลของการทำฟาล์วต่อการแข่งขัน
หากทั้งสองทีมทำความผิดพร้อมกัน ผู้ตัดสินอาจให้เล่นแรลลีใหม่ แต่หากความผิดเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน จะพิจารณาความผิดแรกที่เกิดขึ้นก่อน
การทำฟาล์วทำให้เสียทั้งคะแนนและจังหวะของเกม โดยเฉพาะในช่วงคะแนนสูสีหรือท้ายเซต
ผลกระทบที่พบได้บ่อย
ตัวอย่างเช่น หากทีมกำลังนำอยู่เพียงหนึ่งคะแนน แต่ผู้เสิร์ฟเหยียบเส้น ฝ่ายตรงข้ามจะได้คะแนนและสิทธิ์เสิร์ฟทันที ส่งผลให้โมเมนตัมของเกมเปลี่ยนไป
ประสบการณ์ผู้เขียน: ฟาล์วแบบเดียวกันอาจส่งผลต่างกันตามช่วงเวลาของการแข่งขัน การเสิร์ฟเสียในช่วงคะแนน 23–23 มักสร้างแรงกดดันมากกว่าการเสียคะแนนในช่วงต้นเซต
ผลกระทบด้านจังหวะในที่นี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงวิธีแก้เกมเชิงลึก ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก แท็กติกการแข่งขันวอลเลย์บอล
มุมมองจากผู้เขียน: การประเมินผลของฟาล์วไม่ควรมองเพียงคะแนนที่เสียไป แต่ควรพิจารณาสิทธิ์เสิร์ฟ ความต่อเนื่องของเกม และโอกาสที่คู่แข่งได้รับจากความผิดนั้นด้วย
ข้อห้ามในการเล่นวอลเลย์บอล ครอบคลุมตั้งแต่การสัมผัสบอล การเล่นบริเวณตาข่าย การล้ำเส้น การเสิร์ฟ และการหมุนตำแหน่ง โดยผู้ตัดสินจะพิจารณาทั้งลักษณะของการกระทำ จังหวะที่เกิด และผลกระทบต่อฝ่ายตรงข้ามก่อนตัดสิน
ประเด็นสำคัญที่ควรจำ
กติกาพื้นฐานเหล่านี้ใช้เป็นมาตรฐานในการแข่งขันวอลเลย์บอลในร่มของ FIVB แม้แต่ละ รายการแข่งขันวอลเลย์บอล อาจมีข้อกำหนดด้านการจัดการแข่งขันแตกต่างกัน แต่หลักการตัดสินการทำฟาล์วในสนามยังคงอ้างอิงกติกามาตรฐานเดียวกัน
Q1: บอลโดนเท้าในวอลเลย์บอลถือว่าฟาล์วหรือไม่
A: ไม่ถือว่าฟาล์วเพียงเพราะบอลโดนเท้า กติกาอนุญาตให้บอลสัมผัสส่วนใดของร่างกายได้ ตราบใดที่ผู้เล่นไม่ได้จับ อุ้ม หรือโยนบอล และการสัมผัสไม่ผิดเงื่อนไขอื่น
Q2: แตะตาข่ายทุกครั้งถือว่าฟาล์วหรือไม่
A: ไม่ทุกครั้ง การแตะตาข่ายมักเป็นฟาล์วเมื่อเกิดระหว่างเสาอากาศในจังหวะที่ผู้เล่นกำลังเล่นบอล หรือเมื่อการสัมผัสสร้างความได้เปรียบและรบกวนคู่แข่ง การสัมผัสส่วนตาข่ายนอกเสาอากาศโดยไม่รบกวนเกมอาจไม่เป็นความผิด
Q3: ผู้เล่นคนเดิมสัมผัสบอลสองครั้งได้หรือไม่
A: โดยทั่วไปไม่ได้ หากเป็นการตีบอลสองจังหวะติดต่อกัน แต่มีข้อยกเว้น เช่นการสัมผัสหลังบล็อก หรือบอลสัมผัสหลายส่วนของร่างกายต่อเนื่องกันในการเล่นครั้งแรกของทีมและเกิดขึ้นในจังหวะเดียว
Q4: ผู้เสิร์ฟกระโดดลงในสนามได้หรือไม่
A: ได้ ผู้เล่นสามารถกระโดดจากเขตเสิร์ฟแล้วลงในสนามหลังตีบอลแล้ว แต่ในจังหวะกระโดดขึ้นและสัมผัสบอล เท้าต้องไม่แตะเส้นหลัง พื้นในสนาม หรือพื้นนอกเขตเสิร์ฟ
Q5: การหมุนตำแหน่งผิดมีผลอย่างไร
A: คู่แข่งจะได้หนึ่งคะแนนและสิทธิ์เสิร์ฟ พร้อมแก้ลำดับของทีมที่ทำผิดให้ถูกต้อง หากตรวจพบภายหลังและระบุจุดเริ่มต้นของความผิดได้ คะแนนที่ทีมทำได้หลังเกิดความผิดอาจถูกยกเลิกตามกติกา