

การนับคะแนนวอลเลย์บอล ใช้ระบบ Rally Point หมายความว่าทุกครั้งที่การเล่นจบลง จะมีฝ่ายหนึ่งได้แต้มทันที ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสิร์ฟหรือฝ่ายรับ เซตปกติเล่นถึง 25 แต้ม ส่วนเซตตัดสินเล่นถึง 15 แต้ม และต้องชนะด้วยระยะห่างอย่างน้อย 2 แต้ม
ระบบนี้ช่วยให้ติดตามการแข่งขันได้ง่าย เพราะทุกแรลลีส่งผลต่อสกอร์โดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขบนหน้าจอแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือสกอร์ภายในแต่ละเซต และจำนวนเซตที่ชนะ การเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองส่วนจะช่วยให้อ่านรูปเกมและผลการแข่งขันได้ถูกต้อง
บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่การได้แต้มในแต่ละแรลลี วิธีจบแต่ละเซต กรณีดิวซ์ ไปจนถึงการตัดสินผู้ชนะของทั้งการแข่งขัน เพื่อให้ผู้เริ่มต้นเข้าใจระบบได้ง่ายขึ้น
วอลเลย์บอลในร่มใช้ Rally Point System ซึ่งให้แต้มกับฝ่ายที่ชนะในแต่ละแรลลี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสิร์ฟหรือฝ่ายรับ ต่างจากระบบเดิมที่ให้สิทธิ์ทำแต้มเฉพาะฝ่ายเสิร์ฟ
Rally Point System คือระบบที่มอบ 1 แต้มให้ฝ่ายที่ชนะในแต่ละแรลลี พร้อมได้สิทธิ์เสิร์ฟในแต้มถัดไป
ตามกติกาของ FIVB หากฝ่ายรับเป็นผู้ชนะการเล่น จะได้ทั้งแต้มและเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายเสิร์ฟทันที ส่วนฝ่ายที่กำลังเสิร์ฟอยู่แล้ว หากชนะแรลลี ก็จะรักษาสิทธิ์เสิร์ฟต่อไป
หากต้องการทำความเข้าใจกติกาโดยรวม เช่น สนาม จำนวนผู้เล่น หรือการสัมผัสบอล สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ กติกาวอลเลย์บอล โดยบทความนี้จะอธิบายเฉพาะระบบการให้แต้มและการตัดสินผลการแข่งขัน
หนึ่งแรลลีเริ่มตั้งแต่การเสิร์ฟ และสิ้นสุดเมื่อลูกตกในสนาม ออกนอกสนาม หรืออีกฝ่ายไม่สามารถเล่นต่อได้อย่างถูกต้อง เมื่อการเล่นจบลง ผู้ตัดสินจะมอบแต้มให้ฝ่ายที่ชนะ แล้วเริ่มแรลลีใหม่
หลักการสำคัญของระบบนี้ ได้แก่
FIVB เริ่มใช้ Rally Point System ในการแข่งขันระดับนานาชาติตั้งแต่ปี 1998 เพื่อให้การแข่งขันกระชับและติดตามได้ง่ายขึ้น โดยกำหนดให้สี่เซตแรกเล่นถึง 25 แต้ม และเซตตัดสินเล่นถึง 15 แต้ม
แต้มไม่ได้มาจากการตบบอลลงพื้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ฝ่ายหนึ่งชนะการเล่น เช่น
สรุปคือ เมื่อแรลลีสิ้นสุด จะมีฝ่ายหนึ่งได้แต้มทันที หากเกิดจากการทำผิดกติกา อีกฝ่ายจะได้รับแต้มโดยอัตโนมัติ ส่วนรายละเอียดของการกระทำที่ถือว่าผิดกติกา สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความ ข้อห้ามในการเล่นวอลเลย์บอล
ผู้ที่เคยชมการแข่งขันยุคเก่าอาจคุ้นกับระบบที่เฉพาะฝ่ายเสิร์ฟเท่านั้นจึงจะได้แต้ม แต่กติกาปัจจุบันใช้ Rally Point System ทำให้ทุกแรลลีมีผลต่อสกอร์ ไม่ว่าจะเริ่มเล่นจากฝ่ายใดก็ตาม

เมื่อเข้าใจว่าทุกแรลลีมีผลต่อสกอร์แล้ว ขั้นต่อไปคือการดูว่าแต่ละเซตใช้เกณฑ์ใดในการจบการแข่งขัน โดยวอลเลย์บอลในร่มแบ่งออกเป็นเซตปกติและเซตตัดสิน
| ประเภท | แต้มเป้าหมาย | เงื่อนไขการชนะ |
| เซต 1–4 | 25 แต้ม | นำอย่างน้อย 2 แต้ม |
| เซตตัดสิน | 15 แต้ม | นำอย่างน้อย 2 แต้ม |
ตัวเลข 25 และ 15 เป็นเพียงแต้มขั้นต่ำสำหรับการปิดเซต หากยังนำไม่ถึง 2 แต้ม การแข่งขันจะดำเนินต่อจนกว่าจะเป็นไปตามเงื่อนไข
สี่เซตแรกใช้เป้าหมายที่ 25 แต้ม แต่จะจบได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายที่นำมีระยะห่างอย่างน้อย 2 แต้ม เช่น 25-23 หรือ 25-20
การดูสกอร์ให้เข้าใจ ควรสังเกต 2 เรื่องคือ
ดังนั้น สกอร์ 25-23 ถือว่าจบเซตได้ แต่ 25-24 ยังต้องเล่นต่อ เพราะระยะห่างยังไม่เพียงพอ
หากต้องแข่งขันจนถึงเซตสุดท้าย จะเปลี่ยนเป้าหมายเป็น 15 แต้ม แต่ยังใช้หลักเดิมคือต้องนำอย่างน้อย 2 แต้ม
ความแตกต่างจึงมีเพียงจำนวนแต้มที่ใช้ปิดเซต ส่วนเงื่อนไขการชนะยังเหมือนกับเซตปกติทุกประการ ทำให้แม้เซตตัดสินจะสั้นกว่าในเชิงจำนวนแต้ม แต่ทุกแรลลียังคงมีผลต่อการตัดสินผู้ชนะของการแข่งขันอย่างมาก
หากทั้งสองฝ่ายมีสกอร์สูสีกันจนไม่มีฝ่ายใดนำห่าง 2 แต้ม การแข่งขันจะยังไม่จบ แม้อีกฝ่ายจะถึงเป้าหมายก่อนก็ตาม สถานการณ์นี้เรียกกันทั่วไปว่า ดิวซ์ (Deuce)
ตัวอย่างเช่น หากสกอร์อยู่ที่ 24-24 ฝ่ายที่ชนะการเล่นครั้งถัดไปจะขึ้นนำ 25-24 แต่ยังปิดเซตไม่ได้ เพราะนำเพียงหนึ่งแต้ม หากชนะต่ออีกครั้งจึงจะจบที่ 26-24
ดิวซ์คือช่วงที่ทั้งสองฝ่ายมีสกอร์ใกล้เคียงกัน และต้องเล่นต่อจนกว่าจะมีฝ่ายหนึ่งนำห่าง 2 แต้ม จึงจะจบเซตได้
ด้วยเหตุนี้ สกอร์จึงอาจยืดออกไปเป็น 26-24, 27-25 หรือ 30-28 ได้ โดยไม่มีเพดานตายตัว หากยังไม่มีฝ่ายใดสร้างระยะห่างตามกติกา
FIVB เคยบันทึกการแข่งขันที่จบด้วยสกอร์ 45-43 และ 56-54 ซึ่งสะท้อนว่าหากทั้งสองฝ่ายผลัดกันชนะการเล่น เซตหนึ่งอาจยาวกว่าปกติได้
เมื่อสกอร์เสมอกันที่ 24-24 ลำดับเหตุการณ์อาจเป็นดังนี้
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การจบเซตขึ้นอยู่กับการสร้างระยะห่าง 2 แต้ม ไม่ใช่เพียงการถึง 25 ก่อน
หลักการเดียวกันใช้กับเซตสุดท้าย เมื่อสกอร์เป็น 14-14 ผู้ที่ชนะการเล่นถัดไปจะนำ 15-14 แต่การแข่งขันยังไม่สิ้นสุด เพราะระยะห่างยังไม่ครบ
ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น
แม้เซตตัดสินใช้เป้าหมายที่ 15 แต่จะปิดเกมได้ก็ต่อเมื่อมีฝ่ายนำห่าง 2 แต้มตามกติกาเท่านั้น

การแข่งขันวอลเลย์บอลในร่มใช้ระบบ Best of 5 หมายถึง แข่งขันได้สูงสุด 5 เซต และฝ่ายที่ชนะครบ 3 เซตก่อน จะเป็นผู้ชนะทันที โดยไม่จำเป็นต้องเล่นให้ครบทั้งห้าเซต
| ผลการแข่งขัน | ความหมาย |
| 3-0 | ชนะรวด จบหลังเซตที่ 3 |
| 3-1 | ชนะ 3 เซต อีกฝ่ายชนะ 1 เซต |
| 3-2 | ต้องเล่นถึงเซตตัดสิน |
| 2-2 | ยังไม่มีผู้ชนะ ต้องแข่งขันต่อ |
สิ่งที่ควรแยกให้ออกคือ ผลของแต่ละเซต กับ ผลของทั้งแมตช์ เพราะเป็นคนละส่วนกัน ตัวอย่างเช่น ฝ่ายหนึ่งอาจแพ้ในเซตแรก แต่กลับมาชนะอีกสามเซตและคว้าชัยในที่สุด
Best of 5 เปิดโอกาสให้แข่งขันได้ไม่เกิน 5 เซต โดยใช้การชนะครบ 3 เซตเป็นเกณฑ์ตัดสิน
ตัวอย่างการอ่านผลการแข่งขัน
สำหรับผู้ที่เริ่มติดตามวอลเลย์บอล วิธีอ่านสกอร์ที่ง่ายที่สุดคือดูจำนวนเซตที่แต่ละฝ่ายชนะก่อน แล้วจึงดูสกอร์ของเซตที่กำลังแข่งขัน จะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ของเกมได้เร็วขึ้น
หากต้องการทำความเข้าใจลำดับการแข่งขัน ตำแหน่งผู้เล่น และรูปแบบการเล่นโดยรวม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ รูปแบบการเล่นวอลเลย์บอล
ผู้ชนะของทั้งแมตช์ คือฝ่ายที่เก็บชัยชนะได้ครบ 3 เซตก่อน ไม่ได้นำสกอร์จากทุกเซตมารวมกัน
ตัวอย่าง
| เซต | ฝ่าย A | ฝ่าย B | ผู้ชนะ |
| 1 | 25 | 18 | A |
| 2 | 22 | 25 | B |
| 3 | 25 | 20 | A |
| 4 | 19 | 25 | B |
| 5 | 15 | 12 | A |
จากตัวอย่าง แม้ผลรวมของสกอร์ทั้งแมตช์จะใกล้เคียงกัน แต่ฝ่าย A ชนะ 3 เซต จึงเป็นผู้ชนะการแข่งขันด้วยผล 3-2
สรุปหลักการที่ควรจำ
ผู้ชมหลายคนมักเข้าใจว่าผลรวมของสกอร์ตลอดทั้งแมตช์เป็นตัวตัดสิน แต่ในความเป็นจริง วอลเลย์บอลใช้จำนวนเซตที่ชนะเป็นเกณฑ์หลัก จึงควรดูผลแบบ 3-0, 3-1 หรือ 3-2 เป็นอันดับแรก ก่อนพิจารณาสกอร์ของแต่ละเซต
เมื่อเข้าใจระบบการให้แต้มและการตัดสินผู้ชนะแล้ว การดูวอลเลย์บอลจะง่ายขึ้น เพราะสามารถอ่านสกอร์และประเมินสถานการณ์ของเกมได้ทันที
ตัวอย่างเช่น
เมื่อดูสกอร์ควบคู่กับจำนวนเซตที่ชนะ จะเข้าใจได้ว่าช่วงใดของเกมมีความกดดันมากที่สุด และแต่ละแรลลีมีความสำคัญเพียงใด
เมื่อแยกให้ออกระหว่างสกอร์ของแต่ละเซตกับผลของทั้งแมตช์ การติดตามการแข่งขันจะง่ายขึ้น และช่วยให้เข้าใจสถานการณ์สำคัญของเกมได้ชัดเจนกว่าเดิม
หากต้องการศึกษาการเลือกจังหวะเล่น การวางแผน หรือการแก้เกม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ แท็กติกการแข่งขันวอลเลย์บอล ซึ่งอธิบายรายละเอียดในมุมของการเล่นโดยเฉพาะ ไม่ซ้ำกับเนื้อหาเรื่องระบบการให้แต้มในบทความนี้
Q: วอลเลย์บอลต้องได้กี่แต้มจึงชนะเซต
A: เซตปกติใช้เป้าหมาย 25 แต้ม ส่วนเซตตัดสินใช้ 15 แต้ม แต่จะชนะได้ก็ต่อเมื่อนำห่างอย่างน้อย 2 แต้ม
Q: ทำไมบางเซตจึงจบที่มากกว่า 25 แต้ม
A: เพราะเมื่อสกอร์เสมอหรือยังห่างกันไม่ถึง 2 แต้ม การแข่งขันจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีฝ่ายหนึ่งนำตามเงื่อนไข จึงอาจจบที่ 26-24, 27-25 หรือสูงกว่านั้น
Q: ทำไมเซตตัดสินเล่นเพียง 15 แต้ม
A: หากผลเสมอกัน 2-2 จะเข้าสู่เซตตัดสิน ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 15 แต้ม แต่ยังต้องนำห่าง 2 แต้มเหมือนเซตปกติ
Q: สกอร์ 24-24 ต้องเล่นต่อถึงเมื่อไร
A: ต้องแข่งขันต่อจนกว่าจะมีฝ่ายหนึ่งนำห่าง 2 แต้ม จึงจะจบเซตได้ จึงไม่มีการกำหนดสกอร์สูงสุดไว้ตายตัว
Q: ต้องชนะกี่เซตจึงจะชนะการแข่งขัน
A: วอลเลย์บอลในร่มใช้ระบบ Best of 5 โดยฝ่ายที่ชนะครบ 3 เซตก่อน จะเป็นผู้ชนะของทั้งแมตช์