@KL68 @KL68
เข้ากลุ่มครอบครัวฟุตบอล คลิกที่นี่ @KL68
logo ufabet888
Menu
VARTOPFORM

การนับคะแนนวอลเลย์บอล ใช้ตัดสินผู้ชนะการแข่งขันอย่างไร

การนับคะแนนวอลเลย์บอล

การนับคะแนนวอลเลย์บอล ใช้ระบบ Rally Point หมายความว่าทุกครั้งที่การเล่นจบลง จะมีฝ่ายหนึ่งได้แต้มทันที ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสิร์ฟหรือฝ่ายรับ เซตปกติเล่นถึง 25 แต้ม ส่วนเซตตัดสินเล่นถึง 15 แต้ม และต้องชนะด้วยระยะห่างอย่างน้อย 2 แต้ม

ระบบนี้ช่วยให้ติดตามการแข่งขันได้ง่าย เพราะทุกแรลลีส่งผลต่อสกอร์โดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขบนหน้าจอแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือสกอร์ภายในแต่ละเซต และจำนวนเซตที่ชนะ การเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองส่วนจะช่วยให้อ่านรูปเกมและผลการแข่งขันได้ถูกต้อง

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่การได้แต้มในแต่ละแรลลี วิธีจบแต่ละเซต กรณีดิวซ์ ไปจนถึงการตัดสินผู้ชนะของทั้งการแข่งขัน เพื่อให้ผู้เริ่มต้นเข้าใจระบบได้ง่ายขึ้น

 

การนับคะแนนวอลเลย์บอล ใช้ระบบอะไร

วอลเลย์บอลในร่มใช้ Rally Point System ซึ่งให้แต้มกับฝ่ายที่ชนะในแต่ละแรลลี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสิร์ฟหรือฝ่ายรับ ต่างจากระบบเดิมที่ให้สิทธิ์ทำแต้มเฉพาะฝ่ายเสิร์ฟ

Rally Point System คือระบบที่มอบ 1 แต้มให้ฝ่ายที่ชนะในแต่ละแรลลี พร้อมได้สิทธิ์เสิร์ฟในแต้มถัดไป

ตามกติกาของ FIVB หากฝ่ายรับเป็นผู้ชนะการเล่น จะได้ทั้งแต้มและเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายเสิร์ฟทันที ส่วนฝ่ายที่กำลังเสิร์ฟอยู่แล้ว หากชนะแรลลี ก็จะรักษาสิทธิ์เสิร์ฟต่อไป

หากต้องการทำความเข้าใจกติกาโดยรวม เช่น สนาม จำนวนผู้เล่น หรือการสัมผัสบอล สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ กติกาวอลเลย์บอล โดยบทความนี้จะอธิบายเฉพาะระบบการให้แต้มและการตัดสินผลการแข่งขัน

Rally Point System คืออะไร

หนึ่งแรลลีเริ่มตั้งแต่การเสิร์ฟ และสิ้นสุดเมื่อลูกตกในสนาม ออกนอกสนาม หรืออีกฝ่ายไม่สามารถเล่นต่อได้อย่างถูกต้อง เมื่อการเล่นจบลง ผู้ตัดสินจะมอบแต้มให้ฝ่ายที่ชนะ แล้วเริ่มแรลลีใหม่

หลักการสำคัญของระบบนี้ ได้แก่

  • ทุกแรลลีจบลงด้วยการมีฝ่ายหนึ่งได้แต้ม
  • ฝ่ายรับก็สามารถได้แต้ม ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสิร์ฟ
  • ผู้ชนะแรลลีจะได้สิทธิ์เสิร์ฟในครั้งถัดไป

FIVB เริ่มใช้ Rally Point System ในการแข่งขันระดับนานาชาติตั้งแต่ปี 1998 เพื่อให้การแข่งขันกระชับและติดตามได้ง่ายขึ้น โดยกำหนดให้สี่เซตแรกเล่นถึง 25 แต้ม และเซตตัดสินเล่นถึง 15 แต้ม

แต้มเกิดขึ้นเมื่อใด

แต้มไม่ได้มาจากการตบบอลลงพื้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ฝ่ายหนึ่งชนะการเล่น เช่น

  • ลูกตกในพื้นที่ของอีกฝ่าย
  • คู่แข่งตีออกนอกสนาม
  • ส่งบอลข้ามตาข่ายไม่สำเร็จ
  • ทำผิดกติกาจนเสียการเล่น

สรุปคือ เมื่อแรลลีสิ้นสุด จะมีฝ่ายหนึ่งได้แต้มทันที หากเกิดจากการทำผิดกติกา อีกฝ่ายจะได้รับแต้มโดยอัตโนมัติ ส่วนรายละเอียดของการกระทำที่ถือว่าผิดกติกา สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความ ข้อห้ามในการเล่นวอลเลย์บอล

ผู้ที่เคยชมการแข่งขันยุคเก่าอาจคุ้นกับระบบที่เฉพาะฝ่ายเสิร์ฟเท่านั้นจึงจะได้แต้ม แต่กติกาปัจจุบันใช้ Rally Point System ทำให้ทุกแรลลีมีผลต่อสกอร์ ไม่ว่าจะเริ่มเล่นจากฝ่ายใดก็ตาม

 

การนับคะแนนวอลเลย์บอล ในแต่ละเซตนับอย่างไร

การนับคะแนนวอลเลย์บอล

เมื่อเข้าใจว่าทุกแรลลีมีผลต่อสกอร์แล้ว ขั้นต่อไปคือการดูว่าแต่ละเซตใช้เกณฑ์ใดในการจบการแข่งขัน โดยวอลเลย์บอลในร่มแบ่งออกเป็นเซตปกติและเซตตัดสิน

ประเภทแต้มเป้าหมายเงื่อนไขการชนะ
เซต 1–425 แต้มนำอย่างน้อย 2 แต้ม
เซตตัดสิน15 แต้มนำอย่างน้อย 2 แต้ม

ตัวเลข 25 และ 15 เป็นเพียงแต้มขั้นต่ำสำหรับการปิดเซต หากยังนำไม่ถึง 2 แต้ม การแข่งขันจะดำเนินต่อจนกว่าจะเป็นไปตามเงื่อนไข

เซตปกติเล่นถึงกี่แต้ม

สี่เซตแรกใช้เป้าหมายที่ 25 แต้ม แต่จะจบได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายที่นำมีระยะห่างอย่างน้อย 2 แต้ม เช่น 25-23 หรือ 25-20

การดูสกอร์ให้เข้าใจ ควรสังเกต 2 เรื่องคือ

  • แตะเป้าหมายแล้วหรือยัง
  • นำห่างครบ 2 แต้มหรือไม่

ดังนั้น สกอร์ 25-23 ถือว่าจบเซตได้ แต่ 25-24 ยังต้องเล่นต่อ เพราะระยะห่างยังไม่เพียงพอ

เซตตัดสินแตกต่างจากเซตอื่นอย่างไร

หากต้องแข่งขันจนถึงเซตสุดท้าย จะเปลี่ยนเป้าหมายเป็น 15 แต้ม แต่ยังใช้หลักเดิมคือต้องนำอย่างน้อย 2 แต้ม

ความแตกต่างจึงมีเพียงจำนวนแต้มที่ใช้ปิดเซต ส่วนเงื่อนไขการชนะยังเหมือนกับเซตปกติทุกประการ ทำให้แม้เซตตัดสินจะสั้นกว่าในเชิงจำนวนแต้ม แต่ทุกแรลลียังคงมีผลต่อการตัดสินผู้ชนะของการแข่งขันอย่างมาก

 

เมื่อคะแนนเสมอ ต้องเล่น วอลเลย์บอล ต่ออย่างไร

หากทั้งสองฝ่ายมีสกอร์สูสีกันจนไม่มีฝ่ายใดนำห่าง 2 แต้ม การแข่งขันจะยังไม่จบ แม้อีกฝ่ายจะถึงเป้าหมายก่อนก็ตาม สถานการณ์นี้เรียกกันทั่วไปว่า ดิวซ์ (Deuce)

ตัวอย่างเช่น หากสกอร์อยู่ที่ 24-24 ฝ่ายที่ชนะการเล่นครั้งถัดไปจะขึ้นนำ 25-24 แต่ยังปิดเซตไม่ได้ เพราะนำเพียงหนึ่งแต้ม หากชนะต่ออีกครั้งจึงจะจบที่ 26-24

ดิวซ์คืออะไร

ดิวซ์คือช่วงที่ทั้งสองฝ่ายมีสกอร์ใกล้เคียงกัน และต้องเล่นต่อจนกว่าจะมีฝ่ายหนึ่งนำห่าง 2 แต้ม จึงจะจบเซตได้

ด้วยเหตุนี้ สกอร์จึงอาจยืดออกไปเป็น 26-24, 27-25 หรือ 30-28 ได้ โดยไม่มีเพดานตายตัว หากยังไม่มีฝ่ายใดสร้างระยะห่างตามกติกา

FIVB เคยบันทึกการแข่งขันที่จบด้วยสกอร์ 45-43 และ 56-54 ซึ่งสะท้อนว่าหากทั้งสองฝ่ายผลัดกันชนะการเล่น เซตหนึ่งอาจยาวกว่าปกติได้

ตัวอย่างสกอร์ 24-24

เมื่อสกอร์เสมอกันที่ 24-24 ลำดับเหตุการณ์อาจเป็นดังนี้

  1. ฝ่าย A ขึ้นนำ 25-24
  2. ฝ่าย B ตีเสมอ 25-25
  3. ฝ่าย B นำ 26-25
  4. ฝ่าย B ชนะการเล่นอีกครั้ง จบที่ 27-25

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การจบเซตขึ้นอยู่กับการสร้างระยะห่าง 2 แต้ม ไม่ใช่เพียงการถึง 25 ก่อน

ตัวอย่างสกอร์ 14-14 ในเซตตัดสิน

หลักการเดียวกันใช้กับเซตสุดท้าย เมื่อสกอร์เป็น 14-14 ผู้ที่ชนะการเล่นถัดไปจะนำ 15-14 แต่การแข่งขันยังไม่สิ้นสุด เพราะระยะห่างยังไม่ครบ

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น

  • 16-14
  • 17-15
  • 20-18

แม้เซตตัดสินใช้เป้าหมายที่ 15 แต่จะปิดเกมได้ก็ต่อเมื่อมีฝ่ายนำห่าง 2 แต้มตามกติกาเท่านั้น

 

วอลเลย์บอล แข่งกี่เซต และตัดสินผู้ชนะอย่างไร

การนับคะแนนวอลเลย์บอล

การแข่งขันวอลเลย์บอลในร่มใช้ระบบ Best of 5 หมายถึง แข่งขันได้สูงสุด 5 เซต และฝ่ายที่ชนะครบ 3 เซตก่อน จะเป็นผู้ชนะทันที โดยไม่จำเป็นต้องเล่นให้ครบทั้งห้าเซต

ผลการแข่งขันความหมาย
3-0ชนะรวด จบหลังเซตที่ 3
3-1ชนะ 3 เซต อีกฝ่ายชนะ 1 เซต
3-2ต้องเล่นถึงเซตตัดสิน
2-2ยังไม่มีผู้ชนะ ต้องแข่งขันต่อ

สิ่งที่ควรแยกให้ออกคือ ผลของแต่ละเซต กับ ผลของทั้งแมตช์ เพราะเป็นคนละส่วนกัน ตัวอย่างเช่น ฝ่ายหนึ่งอาจแพ้ในเซตแรก แต่กลับมาชนะอีกสามเซตและคว้าชัยในที่สุด

การแข่งขันแบบ Best of 5 คืออะไร

Best of 5 เปิดโอกาสให้แข่งขันได้ไม่เกิน 5 เซต โดยใช้การชนะครบ 3 เซตเป็นเกณฑ์ตัดสิน

ตัวอย่างการอ่านผลการแข่งขัน

  • 3-0 จบการแข่งขันทันที
  • 2-1 ยังแข่งขันต่อ
  • 2-2 ต้องเล่นเซตตัดสิน
  • เซตสุดท้ายใช้เป้าหมาย 15 แต้ม และต้องนำห่าง 2 แต้มตามกติกา

สำหรับผู้ที่เริ่มติดตามวอลเลย์บอล วิธีอ่านสกอร์ที่ง่ายที่สุดคือดูจำนวนเซตที่แต่ละฝ่ายชนะก่อน แล้วจึงดูสกอร์ของเซตที่กำลังแข่งขัน จะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ของเกมได้เร็วขึ้น

หากต้องการทำความเข้าใจลำดับการแข่งขัน ตำแหน่งผู้เล่น และรูปแบบการเล่นโดยรวม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ รูปแบบการเล่นวอลเลย์บอล

ชนะการแข่งขันได้อย่างไร

ผู้ชนะของทั้งแมตช์ คือฝ่ายที่เก็บชัยชนะได้ครบ 3 เซตก่อน ไม่ได้นำสกอร์จากทุกเซตมารวมกัน

ตัวอย่าง

เซตฝ่าย Aฝ่าย Bผู้ชนะ
12518A
22225B
32520A
41925B
51512A

จากตัวอย่าง แม้ผลรวมของสกอร์ทั้งแมตช์จะใกล้เคียงกัน แต่ฝ่าย A ชนะ 3 เซต จึงเป็นผู้ชนะการแข่งขันด้วยผล 3-2

สรุปหลักการที่ควรจำ

  • ผู้ชนะเซต คือผู้ที่ชนะการเล่นในเซตนั้น
  • ผู้ชนะการแข่งขัน คือผู้ที่ชนะครบ 3 เซตก่อน
  • ผลรวมของสกอร์ทุกเซตไม่ได้ใช้ตัดสินผู้ชนะ
  • เมื่อฝ่ายใดชนะครบ 3 เซต การแข่งขันจะสิ้นสุดทันที

ผู้ชมหลายคนมักเข้าใจว่าผลรวมของสกอร์ตลอดทั้งแมตช์เป็นตัวตัดสิน แต่ในความเป็นจริง วอลเลย์บอลใช้จำนวนเซตที่ชนะเป็นเกณฑ์หลัก จึงควรดูผลแบบ 3-0, 3-1 หรือ 3-2 เป็นอันดับแรก ก่อนพิจารณาสกอร์ของแต่ละเซต

 

เข้าใจระบบ การนับคะแนนวอลเลย์บอล ช่วยดูการแข่งขันได้ง่ายขึ้นอย่างไร

เมื่อเข้าใจระบบการให้แต้มและการตัดสินผู้ชนะแล้ว การดูวอลเลย์บอลจะง่ายขึ้น เพราะสามารถอ่านสกอร์และประเมินสถานการณ์ของเกมได้ทันที

ตัวอย่างเช่น

  • สกอร์ 23-20 หมายถึงฝ่ายที่นำเข้าใกล้การปิดเซต
  • สกอร์ 24-24 แสดงว่ายังต้องเล่นต่อจนกว่าจะนำห่าง 2 แต้ม
  • ผล 2-0 หมายถึงอีกเพียงเซตเดียวก็จะชนะทั้งแมตช์
  • ผล 2-2 ต้องแข่งขันต่อในเซตตัดสิน

เมื่อดูสกอร์ควบคู่กับจำนวนเซตที่ชนะ จะเข้าใจได้ว่าช่วงใดของเกมมีความกดดันมากที่สุด และแต่ละแรลลีมีความสำคัญเพียงใด

สิ่งสำคัญที่ควรจำเกี่ยวกับ การนับคะแนนวอลเลย์บอล

  • ทุกแรลลีมีฝ่ายหนึ่งได้แต้มตาม Rally Point System
  • เซตปกติใช้เป้าหมาย 25 แต้ม
  • เซตตัดสินใช้เป้าหมาย 15 แต้ม
  • ทุกเซตต้องชนะด้วยระยะห่างอย่างน้อย 2 แต้ม
  • หากสกอร์ยังสูสี การแข่งขันจะดำเนินต่อ
  • ผู้ชนะของทั้งแมตช์คือฝ่ายที่ชนะครบ 3 เซตก่อน
  • ผลรวมของสกอร์ทุกเซตไม่ได้ใช้ตัดสินผู้ชนะ

เมื่อแยกให้ออกระหว่างสกอร์ของแต่ละเซตกับผลของทั้งแมตช์ การติดตามการแข่งขันจะง่ายขึ้น และช่วยให้เข้าใจสถานการณ์สำคัญของเกมได้ชัดเจนกว่าเดิม

หากต้องการศึกษาการเลือกจังหวะเล่น การวางแผน หรือการแก้เกม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ แท็กติกการแข่งขันวอลเลย์บอล ซึ่งอธิบายรายละเอียดในมุมของการเล่นโดยเฉพาะ ไม่ซ้ำกับเนื้อหาเรื่องระบบการให้แต้มในบทความนี้

 

คำถามที่พบบ่อย

Q: วอลเลย์บอลต้องได้กี่แต้มจึงชนะเซต

A: เซตปกติใช้เป้าหมาย 25 แต้ม ส่วนเซตตัดสินใช้ 15 แต้ม แต่จะชนะได้ก็ต่อเมื่อนำห่างอย่างน้อย 2 แต้ม

Q: ทำไมบางเซตจึงจบที่มากกว่า 25 แต้ม

A: เพราะเมื่อสกอร์เสมอหรือยังห่างกันไม่ถึง 2 แต้ม การแข่งขันจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีฝ่ายหนึ่งนำตามเงื่อนไข จึงอาจจบที่ 26-24, 27-25 หรือสูงกว่านั้น

Q: ทำไมเซตตัดสินเล่นเพียง 15 แต้ม

A: หากผลเสมอกัน 2-2 จะเข้าสู่เซตตัดสิน ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 15 แต้ม แต่ยังต้องนำห่าง 2 แต้มเหมือนเซตปกติ

Q: สกอร์ 24-24 ต้องเล่นต่อถึงเมื่อไร

A: ต้องแข่งขันต่อจนกว่าจะมีฝ่ายหนึ่งนำห่าง 2 แต้ม จึงจะจบเซตได้ จึงไม่มีการกำหนดสกอร์สูงสุดไว้ตายตัว

Q: ต้องชนะกี่เซตจึงจะชนะการแข่งขัน

A: วอลเลย์บอลในร่มใช้ระบบ Best of 5 โดยฝ่ายที่ชนะครบ 3 เซตก่อน จะเป็นผู้ชนะของทั้งแมตช์

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. FIVB Official Volleyball Rules 2025–2028 — กติกาวอลเลย์บอลในร่มฉบับทางการ
    เว็บไซต์: https://www.fivb.com/wp-content/uploads/2025/01/FIVB-Volleyball_Rules2025_2028-EN-v05.pdf
  2. FIVB Basic Rules — หลักพื้นฐานเกี่ยวกับคะแนน เซต และการตัดสินผู้ชนะ
    เว็บไซต์: https://www.fivb.com/volleyball/the-game/basic-rules/
  3. FIVB The Game — ที่มาและหลักการของ Rally Point System
    เว็บไซต์: https://www.fivb.com/volleyball/the-game/
  4. FIVB Official Volleyball Rules — หน้ารวมกติกาวอลเลย์บอลฉบับปัจจุบัน
    เว็บไซต์: https://www.fivb.com/volleyball/the-game/official-volleyball-rules/