

เจาะเบื้องหลัง VAR วอลเลย์บอลและระบบ Challenge ที่ช่วยให้กรรมการตรวจสอบจังหวะสำคัญของการแข่งขันได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
ลูกที่กรรมการตัดสินว่าออก อาจกลายเป็นแต้มสำคัญได้อย่างไร? เกมกำลังสูสี คะแนนห่างกันเพียงแต้มเดียว ลูกตบพุ่งลงใกล้เส้นหลัง กรรมการชี้ว่าออก ขณะที่ผู้เล่นอีกฝั่งยืนยันว่าบอลยังอยู่ในสนาม ก่อนที่โค้ชจะส่งสัญญาณขอตรวจสอบภาพย้อนหลัง เสียงเชียร์ทั่วสนามจึงเปลี่ยนเป็นการรอคอยคำตัดสินครั้งใหม่
นี่เป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ทำให้ VAR วอลเลย์บอลกลายเป็นเรื่องที่แฟนกีฬาสนใจ เพราะผลการตรวจสอบอาจเปลี่ยนผู้ได้แต้ม และทำให้สถานการณ์ของเกมแตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการรู้ว่ากรรมการจะเปลี่ยนคำตัดสินหรือไม่ คือการเข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร ตรวจสอบเหตุการณ์ประเภทไหนได้บ้าง และเหตุใดภาพย้อนหลังจึงไม่ได้ให้คำตอบกับทุกข้อโต้แย้งเสมอไป
หากติดตามวอลเลย์บอลระดับนานาชาติเป็นประจำ การรู้จักระบบ Challenge จะช่วยให้เข้าใจการตัดสินได้ลึกขึ้น รวมถึงช่วยแยกข้อเท็จจริงในสนามออกจากความคิดเห็นของผู้เล่น ผู้บรรยาย และแฟนกีฬาได้ดีขึ้นด้วย
วอลเลย์บอลเป็นกีฬาที่เปลี่ยนจังหวะอย่างรวดเร็ว ลูกบอลอาจสัมผัสปลายนิ้วเพียงเสี้ยววินาที หรือแตะเส้นสนามก่อนกระดอนออกไป การตัดสินจากตำแหน่งที่ยืนมองเพียงมุมเดียวจึงอาจไม่เพียงพอสำหรับเหตุการณ์บางประเภท
สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ หรือ FIVB ระบุถึงการนำเทคโนโลยี Video Challenge System มาใช้เพื่อช่วยผู้ตัดสินตัดสินใจ และสนับสนุนความถูกต้องของการแข่งขัน โดยมีเอกสารกติกาและระเบียบระบบตรวจสอบภาพแยกต่างหากให้ใช้อ้างอิง
ในทางปฏิบัติ คำว่า VAR วอลเลย์บอลเป็นคำค้นที่ผู้ชมคุ้นเคย แต่ชื่อที่ใช้ในบริบทของกีฬาวอลเลย์บอลมักเป็น Video Challenge System (VCS) หรือระบบ Challenge ซึ่งมีขั้นตอนและขอบเขตการใช้งานตามระเบียบของแต่ละรายการ
สิ่งสำคัญคือ ระบบนี้ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้เล่นโต้แย้งทุกคำตัดสินได้ตามต้องการ แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบเหตุการณ์ที่อยู่ในประเภทที่กำหนด และต้องดำเนินการตามขั้นตอนของการแข่งขันนั้น

เมื่อกด Challenge ในวอลเลย์บอล จะเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังสนาม? เจาะลำดับการทำงาน ไปจนถึงการพิจารณาภาพและแจ้งผลคำตัดสินอย่างเป็นทางการ
ลองนึกภาพว่าทีมหนึ่งเสียแต้มจากลูกที่เชื่อว่าคู่แข่งสัมผัสบอลก่อนออกนอกสนาม โค้ชจึงขอให้ตรวจสอบภาพ เจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาจังหวะที่ถูกร้องขอจากภาพที่มีอยู่ แล้วส่งผลการตรวจสอบให้ผู้ตัดสินดำเนินการตามกติกา กระบวนการโดยทั่วไปประกอบด้วยสามช่วงสำคัญ
ทีมต้องร้องขอ Challenge ตามขั้นตอนและเวลาที่กำหนด ไม่ใช่รอจนการแข่งขันดำเนินต่อไปหลายจังหวะแล้วจึงกลับมาโต้แย้งเหตุการณ์เดิมโดยไม่มีสิทธิ์ตามระเบียบ
เจ้าหน้าที่ตรวจดูภาพจากระบบที่ใช้ในการแข่งขัน เพื่อพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่ร้องขอมีหลักฐานสนับสนุนหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ลูกบอลสัมผัสเส้นหรือออกนอกสนาม หรือผู้เล่นสัมผัสตาข่ายในลักษณะที่เข้าข่ายผิดกติกาหรือไม่
หากหลักฐานสนับสนุนว่าคำตัดสินเดิมไม่ถูกต้อง ผู้ตัดสินอาจเปลี่ยนคำตัดสินตามผลตรวจสอบ แต่หากหลักฐานไม่เพียงพอ ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับระเบียบที่ใช้กับเหตุการณ์นั้น
ทั้งนี้ ไม่ควรนำรายละเอียดเรื่องจำนวนสิทธิ์ ระยะเวลาร้องขอ หรือขั้นตอนการตรวจสอบจากการแข่งขันรายการหนึ่งไปใช้กับทุกรายการโดยอัตโนมัติ เพราะ FIVB มีระเบียบ Video Challenge System สำหรับการแข่งขัน และยังมีการทดสอบแนวทางใหม่ในบางรายการด้วย
ไม่ใช่ทุกเหตุการณ์ในสนามจะถูกตรวจสอบด้วยวิดีโอได้เหมือนกัน ประเภทที่อนุญาตขึ้นอยู่กับระเบียบการแข่งขันและเทคโนโลยีที่ติดตั้งไว้ ตัวอย่างต่อไปนี้ช่วยให้เห็นภาพของการตรวจสอบที่พบได้ในระบบ Challenge
จังหวะนี้เป็นตัวอย่างที่เข้าใจง่ายที่สุด หากลูกบอลตกใกล้เส้นสนาม ผู้ชมจากอัฒจันทร์อาจมองว่าบอลออก ขณะที่ผู้เล่นซึ่งอยู่ใกล้จุดตกอาจเชื่อว่าบอลสัมผัสเส้น
ตามกติกาวอลเลย์บอล ลูกบอลที่สัมผัสเส้นสนามถือว่าอยู่ในสนาม หากภาพยืนยันว่าบอลสัมผัสเส้น คำตัดสินจึงอาจเปลี่ยนจากลูกออกเป็นลูกดีได้
อย่างไรก็ตาม บางการแข่งขันใช้ระบบตรวจจับลูกในหรือนอกสนามแบบอัตโนมัติอยู่แล้ว ทำให้วิธีจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าวอาจแตกต่างจากรายการที่ใช้การร้องขอ Challenge แบบทั่วไป
ลองพิจารณาลูกตบที่พุ่งออกด้านข้างสนาม ฝ่ายรับยืนยันว่าบอลสัมผัสปลายนิ้วของผู้เล่นบล็อกก่อนออก ส่วนฝ่ายตบเชื่อว่าไม่มีการสัมผัสเกิดขึ้น
หากเหตุการณ์นี้อยู่ในประเภทที่อนุญาตให้ตรวจสอบ ภาพย้อนหลังอาจช่วยแยกได้ว่ามีการสัมผัสบอลหรือไม่ ผลที่ได้มีความสำคัญต่อการพิจารณาว่าทีมใดควรได้รับแต้ม
จุดที่ควรระวังคือ การเห็นบอลเปลี่ยนทิศทางไม่ได้ยืนยันโดยอัตโนมัติว่ามีการสัมผัสบล็อกเสมอไป ต้องพิจารณาหลักฐานจากภาพและหลักเกณฑ์การตัดสินที่เกี่ยวข้องด้วย
บางครั้งผู้เล่นกระโดดขึ้นบล็อกแล้วลงมาใกล้ตาข่ายจนเกิดการสั่น ผู้ชมอาจเข้าใจว่ามีการสัมผัสตาข่ายผิดกติกา แต่การสั่นของตาข่ายเพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้เล่นทำผิด
การตรวจสอบจึงต้องพิจารณาว่ามีการสัมผัสจริงหรือไม่ และการสัมผัสนั้นเข้าเงื่อนไขการฟาวล์ตามกติกาหรือเปล่า หากภาพไม่ชัดเจน การตีความจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียวอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดได้
แม้ทั้งสองระบบใช้วิดีโอเพื่อช่วยให้การตัดสินมีหลักฐานประกอบ แต่รูปแบบการทำงานและเงื่อนไขการตรวจสอบแตกต่างกันตามกติกาของแต่ละกีฬา โดยวอลเลย์บอลมักใช้คำว่า Video Challenge System ส่วนฟุตบอลใช้คำว่า Video Assistant Referee (VAR)
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบ ในวอลเลย์บอล ทีมสามารถร้องขอ Challenge ตามสิทธิ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ขณะที่ฟุตบอล ผู้ตัดสิน VAR สามารถตรวจสอบเหตุการณ์ที่เข้าเกณฑ์ตามระเบียบ และอาจแนะนำให้ผู้ตัดสินในสนามตรวจสอบภาพเพิ่มเติมได้
| ประเด็น | วอลเลย์บอล | ฟุตบอล |
| คำเรียกที่ใช้ทั่วไป | Video Challenge System | Video Assistant Referee (VAR) |
| แนวทางตรวจสอบ | ทีมร้องขอ Challenge ตามสิทธิ์และระเบียบที่กำหนด รวมถึงขั้นตอนอื่นที่รายการอนุญาต | ผู้ตัดสิน VAR ตรวจสอบเหตุการณ์ตามเกณฑ์ของระบบ และอาจแนะนำให้ผู้ตัดสินพิจารณาภาพเพิ่มเติม |
| เหตุการณ์ตัวอย่าง | ลูกลงเส้น ลูกสัมผัสบล็อก การสัมผัสตาข่ายในประเภทที่อนุญาต | ประตู จุดโทษ ใบแดงโดยตรง และการระบุตัวผู้เล่นผิดคน ตามหลักเกณฑ์ VAR |
| ข้อจำกัด | ขึ้นอยู่กับรายการ ประเภท Challenge และระบบภาพที่มี | จำกัดตามประเภทเหตุการณ์และหลักเกณฑ์ VAR |
ทั้งสองระบบมีเป้าหมายร่วมกัน คือช่วยลดข้อผิดพลาดจากการตัดสินและเพิ่มความถูกต้องในการแข่งขัน แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เพราะยังมีข้อจำกัดด้านภาพและการตีความกติกา ดังนั้น หากติดตามกีฬาทั้งสองประเภท ควรทำความเข้าใจขั้นตอนเฉพาะของแต่ละระบบ แทนการเหมารวมว่าใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด
ลองสมมติว่าทีม A นำทีม B อยู่ 24–23 ในเซตที่เล่นถึง 25 แต้ม ทีม B ตบบอลลงใกล้เส้นหลัง กรรมการให้เป็นลูกออก หากทีม B ขอ Challenge และผลตรวจสอบแสดงว่าบอลสัมผัสเส้นจริง คะแนนอาจเปลี่ยนเป็น 24–24 จากสถานการณ์ที่ทีม B กำลังจะเสียเซต เกมกลับมาอยู่ในจุดที่ทั้งสองทีมมีโอกาสแข่งขันต่อ นี่คือเหตุผลที่การตรวจสอบภาพในช่วงท้ายเซตมักได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
แต่มีข้อแตกต่างระหว่างการบอกว่า Challenge เปลี่ยนคะแนน กับการบอกว่า Challenge ทำให้ทีมชนะ หากทีม B ได้แต้มจากการตรวจสอบจริง นั่นคือผลที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนการชนะเซตยังต้องขึ้นอยู่กับแต้มถัดไปและการเล่นหลังจากนั้น
ผู้วิเคราะห์จึงควรแยกข้อมูลออกเป็นสองส่วน ได้แก่
การแยกข้อเท็จจริงออกจากการคาดการณ์เช่นนี้ ช่วยให้วิเคราะห์การแข่งขันได้อย่างมีเหตุผล ลดการด่วนสรุปจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว และทำให้การนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจมีความรอบคอบมากขึ้น

ทำไมการใช้ Challenge ในวอลเลย์บอลจึงยังมีข้อโต้แย้ง แม้จะช่วยลดความผิดพลาดในการตัดสิน? เจาะสาเหตุจากมุมกล้องที่อาจไม่ชัดเจน
เทคโนโลยีมีประโยชน์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การตัดสินสมบูรณ์แบบทุกครั้ง เพราะคุณภาพของภาพ มุมกล้อง และลักษณะของเหตุการณ์ล้วนมีผลต่อการตรวจสอบ นอกจากนี้ ข้อโต้แย้งบางอย่างไม่ได้เกิดจากภาพไม่ชัดเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากผู้ชมตีความกติกาต่างกัน หรือคาดหวังว่าภาพย้อนหลังจะต้องให้คำตอบที่ชัดเจนในทุกกรณี
ในอีกด้านหนึ่ง การตรวจสอบบ่อยเกินไปอาจทำให้เกมหยุดชะงัก ขณะที่การไม่เปิดโอกาสให้ตรวจสอบจังหวะสำคัญก็อาจทำให้ข้อผิดพลาดบางอย่างไม่ได้รับการทบทวน จึงไม่ใช่เรื่องของการเลือกว่าจะใช้เทคโนโลยีหรือไม่ใช้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการกำหนดว่าควรตรวจสอบเหตุการณ์ใด มีหลักฐานแบบไหนเพียงพอ และจะทำให้กระบวนการไม่รบกวนความต่อเนื่องของการแข่งขันมากเกินไปได้อย่างไร
ระบบ Challenge ไม่ได้หยุดอยู่กับการตรวจสอบภาพจากข้างสนามเท่านั้น ในปี 2026 Volleyball World ประกาศนำ Remote Video Challenge System Hub มาใช้ในศึก Volleyball Nations League (VNL) โดยปรับการทำงานบางส่วนของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาพไปยังศูนย์กลางระยะไกล
แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีในวอลเลย์บอลไม่ได้มุ่งเฉพาะความแม่นยำของการตัดสิน แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการจัดการการแข่งขันด้วย
ขณะเดียวกัน FIVB ยังประกาศทดสอบแนวทางปรับกติกาและขั้นตอน Challenge ในการแข่งขันบางรายการของปี 2026 เช่น การทำเครื่องหมายจังหวะที่อาจต้องการตรวจสอบระหว่างแรลลี เพื่อให้สามารถนำกลับมาพิจารณาได้เมื่อจังหวะนั้นสิ้นสุดลง ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
ข้อมูลเหล่านี้ชี้ว่าผู้ที่ติดตามวอลเลย์บอลควรตรวจสอบระเบียบฉบับล่าสุดของรายการที่สนใจ แทนที่จะยึดรายละเอียดจากการแข่งขันในอดีตว่าใช้ได้เหมือนเดิมทุกครั้ง
VAR วอลเลย์บอล หรือ Video Challenge System เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ตัดสินตรวจสอบเหตุการณ์สำคัญได้ละเอียดขึ้น ตั้งแต่ลูกบอลลงเส้น การสัมผัสบล็อก ไปจนถึงการสัมผัสตาข่ายในกรณีที่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบของรายการ
สิ่งที่ทำให้ระบบนี้น่าสนใจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนคำตัดสิน แต่คือผลที่เกิดขึ้นกับการนับคะแนนวอลเลย์บอลและจังหวะของเกม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแต้มหนึ่งครั้งไม่สามารถใช้ฟันธงผลแพ้ชนะได้ และภาพย้อนหลังเองก็ยังมีข้อจำกัด
การติดตามวอลเลย์บอลอย่างเข้าใจจึงควรอาศัยทั้งกติกา หลักฐานจากภาพ สถิติ และบริบทของการแข่งขัน หากนำข้อมูลไปวิเคราะห์การเดิมพัน ควรทำอย่างมีแผน บริหารความเสี่ยง และยอมรับว่าไม่มีข้อมูลใดรับประกันผลได้ทั้งหมด สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมต่อได้ที่ @KL68
Q: วอลเลย์บอลทุกการแข่งขันมีระบบ Challenge หรือไม่?
A: ไม่ใช่ทุกการแข่งขันจะมีระบบและข้อกำหนดเหมือนกัน การใช้เทคโนโลยีขึ้นอยู่กับระดับการแข่งขัน ผู้จัด และระเบียบที่กำหนดไว้ ควรตรวจสอบข้อมูลของรายการนั้นโดยตรง
Q: ทีมหนึ่งขอ Challenge ได้กี่ครั้ง?
A: จำนวนสิทธิ์และเงื่อนไขการใช้ขึ้นอยู่กับระเบียบ Challenge ที่บังคับใช้ในการแข่งขันนั้น จึงไม่ควรนำจำนวนสิทธิ์จากรายการหนึ่งไปใช้สรุปกับทุกรายการโดยไม่ตรวจสอบกติกาก่อน
Q: VAR วอลเลย์บอล ทำให้ทีมที่ขอ Challenge ชนะได้หรือไม่?
A: การตรวจสอบอาจช่วยให้ทีมได้แต้มคืนหรือเปลี่ยนสถานการณ์ของเซต แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะชนะการแข่งขัน เพราะยังมีแต้มที่ต้องเล่นต่อและปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อผลลัพธ์
Q: VAR วอลเลย์บอล กับ VAR ฟุตบอล ใช้กติกาเดียวกันหรือไม่?
A: ไม่ใช้กติกาเดียวกัน แม้ทั้งสองระบบใช้ภาพวิดีโอช่วยตรวจสอบเหตุการณ์ แต่มีชื่อเรียก ขั้นตอน ประเภทเหตุการณ์ และข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละกีฬา
Q: สามารถนำข้อมูล Challenge ไปใช้วิเคราะห์การเดิมพันได้หรือไม่?
A: สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นปัจจัยชี้ขาดเพียงอย่างเดียว ควรดูฟอร์มทีม สถิติการเล่น รายชื่อผู้เล่น และสถานการณ์การแข่งขันร่วมกัน พร้อมกำหนดงบประมาณและขอบเขตความเสี่ยงให้ชัดเจน
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับระบบตรวจสอบภาพย้อนหลังในกีฬาวอลเลย์บอลและใช้ประกอบการศึกษา วิเคราะห์ และติดตามการแข่งขันเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำที่รับประกันผลการเดิมพัน ผลการแข่งขันจริงมีความไม่แน่นอน หากเลือกเดิมพันกีฬา ควรกำหนดงบประมาณที่ยอมรับการสูญเสียได้ และไม่ใช้เงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมาเดิมพัน ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ VARTopForm